เราขาแพลง
เกือบสิบปีมานี้แทบไม่เคยขาแพลงเลยแท้ ๆ ดันมาแพลงเอาช่วงที่จะต้องไปวิ่งสอบปฏิบัติ เจริญจริง ๆ
 
เรื่องของเรื่องคือเราไปสยาม ไปติดต่อเรื่องเรียนนิดหน่อย แล้วระหว่างที่กำลังจะกลับ เดิน ๆ อยู่กำลังจะข้ามถนนแล้วมันก็...วูบ ! ตกจากฟุตบาทลงไปกองอยู่กับพื้นถนน วินาทีแรกที่รู้สึกคือ โอ๊ย อายชิบ-ายยยยยเลย ล้มกลางสยามเนี่ย แถมมีผู้หญิงคนนึงเดินมาพร้อมเราอีกต่างหาก แต่เค้าก็เดินผ่านเราไปแบบไม่ได้สนใจ สำหรับเราอารมณ์แรกคือดีใจที่เค้าไม่ใส่ใจความโก๊ะของเรา แต่อารมณ์ต่อมาคือ...โหย ไม่มีใครคิดจะช่วยเลยเหรอวะ
 
เราก็พาตัวเองขึ้นจากถนน ข้ามไปอีกฝั่งแล้วไปยืนเกาะเสาป้ายจราจร ประเภทที่บอกว่าตรงนี้ห้ามเลี้ยวนะ พวกนั้น อยู่หน้าโรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่ง เจ็บเข่า รู้สึกว่าขาขัด ๆ พอก้มลงดูก็เห็นว่าเข่าถลอก และนิ้วก้อยเท้าข้างขวาหนังเปิดมีเลือดกบ แล้วจู่ ๆ มันก็วูบขึ้นมาอีกรอบ หน้ามืด หูอื้อ รู้สึกเหมือนจะเป็นลม เชื่อได้เลยว่าถ้าออกเดินต่อไปตอนนั้นต้องไปร่วงกองอยู่ที่ไหนสักแห่ง ก็เลยยึดเอาเสาที่เกาะอยู่เป็นสรณะ งัดสมุดขึ้นมาพัดให้ตัวเอง หันหาที่นั่งก็ไม่มี หรืออาจจะมีแต่เรามองไม่เห็น เพราะ ณ จุดนั้นทุกอย่างกลายเป็นสีฟ้า ๆ ดำ ๆ หูรู้สึกเหมือนมีใครเอาหูฟังอินเอียร์มาอุด ก็ได้แต่มองเข้าไปที่เก้าอี้ในโรงเรียนภาษาตาละห้อย เหงื่อแตกพลั่กแบบคนที่จะเป็นลมเอาจริง ๆ ขยับไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น คนหลายคนเดินผ่านเราไปแบบไม่ใส่ใจ ตอนนั้นรู้สึกตัวเองโดดเดี่ยวมาก ๆ ช่วยตัวเองก็ไม่ได้จนอยากจะร้องไห้ขึ้นมา แต่ก่อนที่เราจะทันได้เริ่มบรรเลงเพลงโอด ก็มีมือนุ่ม ๆ มือหนึ่งมาจับแขน พร้อมเสียงที่ตอนนั้นรู้สึกว่าไพเราะสุดในสามโลกดังอยู่ข้างหู
 
"เป็นอะไรมั้ยคะน้อง ไปนั่งพักก่อนมั้ย"
นางฟ้าที่มาโปรดเราเป็นผู้หญิงผิวขาวสวมแว่น พี่ (?) เค้าสวมเสื้อสีดำ ปักตราอะไรไม่รู้ที่ตอนนั้นมองไม่รู้เรื่อง พี่เค้าก็ถามไถ่ว่าเราเป็นอะไร มากับใคร โทรเรียกเพื่อนมั้ย พอเราบอกว่าไม่เป็นไร แค่พักซักเดี๋ยวก็หาย พี่เค้าก็เลยว่างั้นขึ้นไปนั่งพักข้างบนก่อน
 
ข้างบนของพี่เค้าคือชั้นสองของ...อะไรก็ไม่รู้ ตอนนั้นมองไม่รู้เรื่อง พี่บอกว่าตอนนี้กำลังมีประกวด แต่มีที่นั่งให้เราขึ้นไปนั่งพักก่อนได้ จากนั้นก็ช่วยพยุงเราขึ้นบันไดไป บนชั้นสองนั้นมีพี่ทีมงานที่สวมเสื้อเหมือนพี่อีกหลายคน พวกพี่ ๆ กุลีกุจอหาเก้าอี้ให้เรานั่ง หาน้ำให้ดื่ม ถามแบบเป็นห่วงเป็นใย บอกจากใจเลยว่ารู้สึกดีมาก เราขอบคุณแล้วขอบคุณอีก ซึ้งใจในความใจดีของพี่ ๆ อย่างแรง พอตาเริ่มหายพร่าก็เห็นป้าย Holika Holika Gal contest และก็เห็นผู้หญิงวัยเดียวกับเราแต่งตัวกันสุดฤทธิ์เดินเข้าเดินออก ไม่กล้าอยู่รบกวนนาน พอตาหายพร่าแล้วก็เลยกะเผลกออกมา อยากจะบอกว่าขอบคุณมากเลยนะคะ
 
ขาข้างที่ก้าวพลาดลงจากฟุตบาทเริ่มบวมตุ่ย ฟันธงได้เลยว่าแพลง เลยลากสังขารตัวเองไปซื้อยาที่ Boots กะว่าอัดยาให้เต็มที่จะได้หายทัน คุยกับพี่เภสัชอยู่สักพัก พี่เค้าก็อวยพรให้เราสอบ ospe ผ่าน บอกว่าตั้งสติให้ดี ๆ ก็ไม่เป็นไรแล้ว หนูก็ขอให้พี่เป็นคนวาจาสิทธิ์นะคะ ^ ^ ขอบคุณพี่ด้วยค่ะ
 
หลังจากนั้นก็กะเผลกมาที่ Chester's Grill เพื่อหาอะไรใส่ท้องก่อนกินยา และหาน้ำแข็งประคบไอ้ลูกบวมตุ่ยที่ขาด้วย วันนี้วันเสาร์ เพราะฉะนั้นคนในร้านเลยเยอะมาก เราถือถาดข้าวหมุนเคว้งอยู่ในร้าน ไม่รู้จะไปนั่งตรงไหน ทุกคนก็ดูจะไม่สนใจและไม่มีแก่ใจจะขยับที่ให้เรานั่ง ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นแม้จะกินข้าวเสร็จแล้ว เราลองไปถามน้องผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนึง (แม่จ้าววว เดี๋ยวนี้เด็กเจ็ดขวบนั่งเล่น iPad แล้วเรอะ) ได้ความว่าที่ข้างแม่หนูน้อยเต็มแล้ว ชะรอยพนักงานจะเห็นเราตุ้บเผลก ๆ เลยเข้ามาช่วย บอกให้ส่งถาดมา ส่วนตัวเราให้เดินขึ้นไปชั้นสองของร้านที่เดิมตั้งป้ายไว้ว่าปิดให้บริการชั่วคราวได้เลย เราเลยได้นั่งโดยไม่ต้องยืนเงกรอโต๊ะว่างให้ขาบวมหนักกว่าเดิม ก็ต้องขอบคุณพนักงานท่านนั้นด้วยนะคะ
 
สำหรับเรา วันนี้เริ่มต้นด้วยความซวยอย่างแท้จริง ขาแพลงบวมตุ่ย จะเดินไปไหนก็ลำบาก แถมยังอยู่คนเดียว ลืมหยิบโทรศัพท์มาจากหออีกต่างหาก ทำอะไรไม่ได้เลย แต่เพราะความซวยดังกล่าว ทำให้เราได้เจอกับคนดี ๆ หลายคน และได้คิดอะไรหลายอย่าง
 
หลายครั้งที่เรา...รวมถึงใครอีกหลาย ๆ คน เห็นและเดินผ่านคนที่ก้าวล้มไปโดยไม่สนใจ
หลายครั้งที่เราเมินเฉย ไม่สนใจคนที่ยืนเคว้งคว้างหาที่นั่งในร้านอาหาร เพราะถือสิทธิ์ว่าเรานั่งอยู่ก่อนแล้ว จะรีบลุกไปทำไม
หลายครั้งเหล่านั้น เราคงทำให้พวกเค้ารู้สึกแย่ รู้สึกโดดเดี่ยวไม่ต่างจากที่เรารู้สึกในวันนี้
 
อันที่จริงคนไทยเป็นคนเอื้อเฟื้อ แต่อิทธิพลของมิจฉาชีพ และการดำเนินชีวิตที่เร่งร้อนเปลี่ยนลักษณะที่แสนน่ารักข้อนี้ของเราไป เราเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น และลืมไปแล้วว่าแค่การมอบรอยยิ้มเล็ก ๆ ให้แก่กัน บางครั้งก็สร้างความรู้สึกดี ๆ ให้คนที่เห็นได้ แม้เขากับเราจะเป็นคนแปลกหน้าโดยสมบูรณ์แบบของกันและกันก็ตาม
 
ขอบคุณพี่ทุกคนที่เราได้พบในวันนี้ที่เตือนให้เรานึกขึ้นมาได้
 
ขอบคุณพี่ ๆ ทีมงาน Holika Holika Gal contest นะคะ ที่ให้หนูนั่งพัก ไม่งั้นคงได้ร่วงไปกองกับพื้นจริง ๆ แน่
ขอบคุณพี่เภสัช Boots สาขาสยามสแควร์นะคะ ที่ช่วยเลือกยาให้หนูแบบไม่โหดร้าย แม้จะโดน damage จาก Boots ไปถึง 245 บาท เนื่องจากเป็นยา original ทั้งสิ้น
ขอบคุณพนักงานเชสเตอร์สกริลล์ที่เห็นใจคนขากะเผลกและเข้ามาช่วย
 
เรื่องแค่นี้อาจจะดูเล็กน้อยในสายตาผู้ให้แต่ยิ่งใหญ่ในสายตาผู้รับนะคะ
หวังว่าพี่ ๆ ที่เราเอ่ยถึงจะได้มีโอกาสเข้ามาอ่านบ้าง สักคนก็ยังดี
 
"ขอบคุณมากค่ะ"
 
ปล. ถึงพี่ทีมงาน Holika Holika Gal contest หนูไม่ได้มาเรียนพิเศษนะคะ เพราะจบม.ปลายมาห้าปีแล้วค่ะ ตอนนี้จบป.ตรีแล้วด้วย ^ ^ และที่จริงแล้ว...หนูก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่นะคะว่าหนูกับทีมงานบางคนที่ดูเด็ก ๆ ใครเป็นพี่กันแน่ แต่ก็ขอเนียนเรียกพี่ไปแล้วกันนะคะ แหะ ๆ

If they didn't discover...

posted on 23 Feb 2010 15:05 by geminigem

หากมนุษย์ถ้ำคนนั้นไม่ค้นพบไฟ ก็คงไม่มีวิวัฒนาการต่อ ๆ มา

หากไม่มีวิวัฒนาการ เราก็คงไม่ได้ออกจากถ้ำ

หากไม่ได้ออกจากถ้ำ ก็จะไม่มีการสร้างบ้านแปลนเมือง

หากไม่ได้สร้างบ้านแปลนเมือง ก็จะไม่มีบ้านอันแข็งแรงให้พักพิง

หากไร้ซึ่งบ้านให้พักพิง ก็คงไม่มีเวลานั่งปล่อยอารมณ์ตามสบาย

หากไม่มีเวลานั่งปล่อยอารมณ์ตามสบาย นิวตันคงไม่ค้นพบแรงดึงดูด

หากไม่ค้นพบแรงดึงดูด ก็จะไม่มีข้อเท็จจริงด้านฟิสิกส์หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น

หากไม่มีข้อเท็จจริงเหล่านั้น นักวิทยาศาสตร์คงไม่อาจสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ได้

หากไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ ความก้าวหน้าทั้งด้านฟิสิกส์ เคมี และวิทยาศาสตร์ชีวภาพคงหยุดนิ่ง

หากไม่มีความก้าวหน้าเหล่านั้น...

           ชีวิตมนุษย์คงไม่ยืนยาวได้เช่นทุกวันนี้ :
สภาพแวดล้อมแบบถ้ำมันอันตราย รวมถึงไม่มียาที่มีประสิทธิภาในการรักษาโรค
(ข้อเท็จจริงจาก Q.E.D. เล่ม 28 ชาวอียิปต์โบราณมีอายุเฉลี่ยราว 40 ปี)

           ความเป็นอยู่ของมนุษย์คงไม่สะดวกสบายเช่นทุกวันนี้ : ไม่มีรถ ไม่มีคอมพิวเตอร์
ไม่มีโทรศัพท์มือถือ และเอาง่าย ๆ เลย ไม่มีชักโครกและทิชชู !!!

 เวลาในหนึ่งวันของมนุษย์ก็จะไม่หมดไปกับการก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงิน :
ไม่มีระบบเงิน ไม่มีบริษัท ไม่มีหนี้มีสิน

การละเล่นเพื่อผ่อนคลายจะไม่ใช่การดูโทรทัศน์ เดินห้าง อ่านการ์ตูน เล่นเฟซบุ๊คอีกต่อไป :
อาจกลายเป็นการแข่งกันว่าใครจะจับกระต่ายได้มากกว่าแทน

ปัญหาโลกร้อนจะหมดไป : ประการแรก เราจะไม่มีปัญญาไปตรัสรู้ว่าโลกร้อนขึ้น
ประการที่สอง มันไม่มีสาเหตุให้เกิดก๊าซเรือนกระจกไง

 ไม่มีเหตุเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด หาผลประโยชน์ใส่ตัว เพื่อฐานะทางสังคม :
เพราะแค่หาอาหารเก่งก็เจ๋งแล้ว จะหาของนอกกายไปทำไม

 

คิด ๆ ไป ถึงจะลำบาก แต่ถ้าเราเกิดในยุคหินจริง ๆ เราก็คงไม่รู้หรอก ว่ามีไอ้ที่สบายกว่านี้อยู่
วัน ๆ คงออกป่าล่าสัตว์กันไปเรื่อย ไม่เครียดดีเนอะ ไม่ต้องเจอความกดดันว่าต้องเรียนเก่ง ๆ
สอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ มีงานดี ๆ ทำ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีหน้ามีตา มีชื่อเสียง



ดีคนละแบบ แย่คนละแบบ

 

แต่อย่างน้อย...ถ้าอยู่ยุคหินก็ไม่ต้องอ่านหนังสือสอบเป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้นะว้อยยยยยยยยยยยยยยยย

+++ ล้มโต๊ะ !!! +++

(จบ)

 

edit @ 23 Feb 2010 15:46:31 by geminigem

edit @ 23 Feb 2010 15:51:15 by geminigem

อาละวาดยามสอบ

posted on 18 Feb 2010 12:59 by geminigem

มาค่ะ ทุกคน ไปรวบรวมกระต่ายมาให้มากที่สุด
เอากระต่ายแบบขนปุย ๆ หูโต ๆ ให้น่ารักที่สุดเท่าที่จะหาได้เลยนะคะ


วันนี้เราจะมาทรมานกระต่ายเล่นกัน
อ้อ หรือถ้าจะเรียกกระบวนการนี้ให้ฟังดูดีล่ะก็
ต้องเรียกว่า "การทดสอบสารก่อไข้ในยาฉีดค่ะ"
อันว่าสารก่อไข้นั้นหรือ ก็คือสิ่งที่เมื่อเข้าไปในร่างกายมนุษย์แล้ว
จะก่อให้เกิดความผิดปกติขึ้นค่ะ
ซึ่งแน่นอน เราไม่ต้องการใช่ไหมคะ
ครั้นจะลองฉีดในคนเพื่อดูว่าจะเป็นยังไง ก็คงไม่ดี
เลยต้องใช้กระต่าย ซึ่งมีการตอบสนองต่อไอ้สารพวกนี้ใกล้เคียงกับมนุษย์
มาเป็นกระต่ายทดลองแทนไงล่ะ


ก่อนอื่น คัดเลือกกระต่ายที่น่ารักที่สุด หูยาวที่สุดมาสามตัวค่ะ
จากนั้น เราจะใช้เทอร์โมมิเตอร์...ไอ้แท่งแก้วอันเท่านิ้วก้อยนั่นล่ะค่ะ
สวนทวารเข้าไปวัดอุณหภูมิในตัวมัน แล้วบันทึกไว้
ทำไปทำไม?
รอฟังต่อไปเดี๋ยวจะรู้ค่ะ
ต่อจากนี้เราจะส่งมอบเวทีต่อให้กับ ดร.ครูเอลค่าาาาา

(แปะ ๆ ๆ ๆ ๆ)

ดร.ครูเอล :
สวัสดีครับ ท่านผู้ชม
อะแฮ่ม หลังจากวัดอุณหภูมิแล้วเราต้องฉีดน้ำเปล่าเข้าไปในหูเจ้ากระต่ายแต่ละตัว
เอาล่ะ ส่งกระต่ายตัวแรกมาสิ
โอ๊ะ ๆ ๆ อย่าดิ้นสิจ๊ะ ไม่รู้เหรอว่า "นี่คือการทรมานเพื่อมนุษยชาติ"
อ้าว ที่เหลือก็ไม่ต้องตกใจไปนะ เดี๋ยวเราก็ได้เป็นแบบเพื่อนแล้ว


ระหว่างที่เจ้ากระต่ายตัวแรกกำลังตัวสั่นงันงกอยู่นั้น
เจ้าสีขาวตัวที่สองผู้แสนโชคร้ายก็โดนขยุ้มตัวขึ้นมาจากพื้น
ปลายเข็มฉีดยาแหลมส่องประกายสีเงินวาวอยู่ใต้ไฟนีออนในห้องแลบ
มันกลัวยิ่งนัก ทว่าจะดิ้น ก็ดิ้นไม่หลุดมือของมนุษย์หน้าโหดผู้นี้
โดยที่ไม่ทันตั้งตัว ปลายเข็มยาวนั้นก็แทงสวบเข้าในใบหูของมัน
มันผวาเฮือก ก่อนจะทั้งร่างจะสั่นระริก

ดร.ครูเอล :
ฉีดให้ครบสามตัวนะครับ แหม ๆ ตัวสั่นกันใหญ่เชียว ขี้ขลาด ใช้ไม่ได้เลย

เรา้ต้องทำอย่างนี้วันละครั้งซักเจ็ดวัน แล้วจากนั้น เราจะมาเริ่ม "ของจริง" กัน


และเจ็ดวันอันทรมานก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วในความรู้สึกเหล่ากระต่ายน้อย ๆ
วันนี้ก็เช่นกัน ดร.ครูเอลเดินเข้ามาหาพวกมัน พร้อมเข็มฉีดยาในมือ

ดร.ครูเอล : วันนี้ไม่ฉีดน้ำเปล่าแล้ว เอายามาซิ ยาฉีดนั่นแหละ
อันไหนก็ได้ํซักอัน ทำเหมือนเดิมนะครับ ท่านผู้ชม
ฉีด เสียบ แล้ววัดอุณหภูมิอีกที


อุณหภูมิที่ได้เอาไปทำอะไรน่ะเหรอ ?
ก็เอาไปดูไง ว่ามีกระต่ายตัวไหนใจเสาะ ทนกับสารก่อไข้แค่นี้ไม่ได้มั้ย
ถ้าอุณหภูมิเพิ่มเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ก็จะมีเพื่อนกระต่ายของมันต้องรับกรรมเพิ่ม
เพราะเราจะต้องเอากระต่ายมาทดลองเพิ่ม


ตายจริง ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าต้องแข็งใจไว้นะ จะได้ไม่มีเพื่อนต้องเจ็บตัวอีก

ดร.ครูเอล : อ้าว นั่น ตัวนั้นเลวที่สุด อุณหภูมิเกินเกณฑ์แล้ว
สำนึกไว้นะ ว่าเจ้าเป็นผู้ที่ทำใ้ห้เพื่อนของเจ้าต้องร่วมชะตากรรมอันโหดร้ายนี้


ไหน ส่งกระต่ายมาอีกห้าตัวซิ
ทำแบบเดียวกันอีก...อะไรนะ ? โหดร้ายเหรอ
โอ๊ยยย มันเป็นการทำเพื่อมนุษยชาติ

นั่นแหละ อย่างนั้น อดทนหน่อยสิ พวกเจ้า
ถ้าอุณหภูมิพวกเ้จ้าเพิ่มเกินเกณฑ์ ยานี่ก็จะไม่ผ่านนะ
ถ้าไม่ผ่าน ยาทั้งล็อตนี่ก็ต้องทิ้งนะ

ดีมาก
ดีมาก
อดทนกันได้ดีมาก

ดร.ครูเอล : ขอบใจมาก ไปกินแครอทกันได้แล้วไป๊
แล้ววันหลังฉันจะจับเจ้ามาทรมาน เอ๊ย ทดลองใหม่



เอนทรี่นี้ เขียนขึ้นสังเวยความอยากอาละวาดของตัวเองค่ะ

วิธีทดสอบที่พูดมาทั้งหมด
เป็นวิธีที่กำหนดอย่างเป็นทางการค่ะ แต่รายละเอียดจะมีมากกว่านี้ค่ะ
แต่ก็ไม่ค่อยจะมีการใช้วิธีนี้แล้วนะคะ เพราะมันโหดเกินไป
จะเลี่ยงไปใช้วิธีอื่นที่ไม่โหดเท่านี้แทน



แต่จะอย่างไรก็ตาม เรายังต้องเรียนวิธีนี้อยู่ และยังต้องสอบอยู่
เพราะฉะนั้น เลยยังบ้าอาละวาดอยู่ค่ะ


ขอให้อาจารย์หนู อาจารย์กระต่าย และเต่า
และอีกหลาย ๆ สายพันธุ์ทุกท่านได้ไปอยู่ในที่ดี ๆ นะคะ
ไม่ว่าอาจารย์จะยินดีกับการที่ตัวเองอุทิศชีวิตเป็นวิทยาทานหรือไม่ก็ตาม